ความพยายาม แพ้ ความไม่รัก

posted on 13 May 2012 23:53 by tathinknhong  in Drama
 
เอนทรี่ นี้ขอเกริ่นนำก่อนเล็กน้อยว่า...
 
อาจจะหาความขำขันเหมือนที่เคยคาดหวังได้น้อยเต็มกลืน..
 
ใครเห็นชื่อเรื่องแล้วอยากจะกดปุ่มกากะบาทด้านบนทิ้งก็ไม่ต้องเกรงใจ
 
 
 
เรื่องในเอนทรี่นี้ ใครจะมองว่าเล็ก ก็คือเรื่องเล็ก
 
เพราะผู้เขียนเอง ก็ยังมองว่าเล็กเช่นเดียวกัน
 
หากแต่ความเล็ก ๆ นี้ วันนึงที่เราพบเจอบ่อย ๆ
 
มันดันกลายเรื่องสำแดงให้เห็นว่า...
 
ความเล็ก ๆ นี้ เรียกว่า
 
"ความช้ำ" ก็เป็นไปได้ไม่ยาก...
 
 
.....................
 
 
 
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสักประมาณหนึ่งปีที่แล้ว...
 
ที่ผู้หญิงที่เคยรู้สึกว่า..
 
การเดินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว และ ทานข้าวคนเดียว
 
เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
 
จวบจนวันนึง มีน้องชายคนนึง ที่เขาก็มีวงจรชีวิตธรรมดาแรียบ ๆ ของเขาตามปกติ
 
 
ผู้ชายที่เราเห็นว่า เดินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว และ ทานข้าวคนเดียว
 
เช่นกัน....
 
 
 
แล้ววันนึง สิ่งที่ผิดปกติก็เกิดขึ้น เมื่อสายตาคู่นึง มองมายัง สายตาอีกคู่นึง..
 
แต่คนอีกคนนึงที่มีปริมาณความเหงา สูงกว่าปกติในคืนนึง
 
 
การพูดคุยในค่ำคืนนั้น ผกผันให้เช้ารุ่งขึ้นของอีกวันนึง
 
ผู้หญิงคนนึงมีคำถาม..ว่าเกิดอะไรขึ้น...
 
ความพิเศษเหล่านี้เชื้อเชิญใครสักคน
 
เข้ามานั่งให้เราอึดอัด "ใจ" ได้ด้วยหรือ??
 
 
จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นหลาย ๆ เดือน ๆ
 
ผู้หญิงคนนึง หันกลับมาจับปากกา และระบายความจริงลงในสมุดไดอารี่
 
ในสมุดเล่มสองเล่มนั้น มีเนื้อหาความรู้สึกที่แอบแฝงอยู่ข้างใน
 
 
จนวันนึง การบรรยายด้วยปากกา กลับถูกผลักดันให้กลายเป็นความกล้าหาญ
 
เพราะความทุกข์ที่เกิดจากชีวิตที่เต็มไปด้วยคำถามว่า...
 
ใครคนนั้นคิดอย่างไรกับคน ๆ นี้
 
ก่อให้เกิดประโยคสนทนาสำคัญ...
 
 
การระบายความรู้สึกในครั้งนั้น ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
 
ใครสักคนไม่ได้เก็บงำสิ่งใด ๆ ไว้คนเดียวอีกแล้ว...
 
ความรู้สึกดี ๆ ก่อเกิดเป็นการกระทำ ที่อยู่บนพื้นฐานคำจำกัดความที่ว่า
 
"อย่าไปวุ่นวาย..
 
 อยู่ในขอบเขต...
 
 และถ้าใครคนนั้นอึดอัด
 
 จะขอหยุดการกระทำนี้ลงทันที"
 
 
 
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 1 ปีเต็ม ๆ
 
...........
 
ความหมายที่ใครกล่าวไว้ว่า...
 
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น...
 
แต่วันนี้ได้เรียนรู้แล้วว่า
 
ความที่เราแตกต่างกันจนใครสักคนไม่เคยพยายามที่จะหันมามอง
 
ส่วนใครอีกคนนึง ใช้ความพยายามนั้น มุ่งมั่น
 
กระทำสิ่งที่ไม่เคยเห็นผลเลยแม้เพียงครั้งเดียว
 
เพราะคิดเสมอว่า แม้ไม่ได้เห็นผลในทางที่ต้องการ
 
แต่ก็อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุขที่ไม่เคยรบกวนใคร
 
 
 
แต่แล้ว เมื่อไม่นานนี้
 
เขาคนนั้นเอ่ยปาก คำสำคัญบางคำขึ้นมา..
 
ทำให้เข็มนาฬิกา กับ เสียงโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่นั่งมองตลอดสองวัน
 
 
เธอรู้ไหม...
 
ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่เราไม่ได้เจอกัน...
 
หากความเจ็บปวดกลับอยู่ที่คำสองคำ ที่เธอพูดว่า
 
"ล้อเล่น"
 

 
สายตาของผู้หญิงที่มั่นใจเสมอว่าเข้มแข็ง
 
ได้เห็นตัวเองยืนแบกความแพ้พ่ายไว้เต็มบ่า...
 
 
 
อาจจะเป็นเรื่องจริงที่มนุษย์บนโลกนี้ไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว...
 
 
 
ความพยายาม แพ้ ความไม่รัก มีอยู่จริง!!
 
 
และเรื่องนี้จึงจบด้วยความเศร้าบนโลกแห่งความจริง
 

หรรษางานหน้าฟร้อนท์

posted on 24 Feb 2012 09:51 by tathinknhong
 
 
 
สวัสดีค่ะ..
 
วันนี้มาอธิบายความว่า...
 
ชีวิตช่วงนี้เปลี่ยนไป..
 
ขยันขึ้น แต่...ง่วงมากขึ้น
 
(เอิ่มมม อีนี่สับสนตลอด)
 
เพราะคุณนายต้องแหกขี้หูขี้ตาตื่น ตั้งแต่ตีห้า
 
แล้วโบกหน้าหนา ๆ มายืนหน้าฟร้อนท์ตั้งแต่เจ็ดโมง
 
 
 
จากนั้นให้จำลองเหตุการณ์ว่า
 
เรามีสามีสัก 100 - 200 คน
 
ยืนตะโกนว่า
 
สวัสดีค้า!!! คุณจะไปทำงานแล้วเหรอค๊ะ
 
ค่ำลง ก็จะตะโกนดังกว่าเดิมว่า..
 
"สวัสดีค่ะ!!! คุณกลับมาแล้วเหรอค๊ะ"
 
 

 
แรก ๆ สามี(ในจินตนาการ) จะ งง ๆ เล็กน้อย
 
 
อีนี่เมริงส์เป็นใคร!!
 
แต่หลัง ๆ สามีเริ่มเห็นเมียคนนี้ เป็น Mascot ประจำโรงแรมไปแล้ว
 
 
บางคนต้องฝืนยิ้ม เพราะอีนี่ จะ "จิก!!เรียกลูกค้าไม่เลิก"  ถ้าใครคนนั้นไม่หันมายิ้มสักที
 
 
แบบชนิดที่ว่า
 
 
คุณค๊ะ คุณ คุ๊ณณณณณณ คุณนั่นแหล่ะ สวัสดีค่ะ ...
 
 
 
ลูกค้าจะระอายใจ แล้วหันมายิ้มให้เอง
 
 
ต้องเข้าใจนะฮาฟฟฟฟ หลอกให้คนสวยตื่นแต่เช้ามาขนาดนี้
 
 
อย่าได้คิดว่าจะปล่อยหลุดวงโคจรไปได้ง่าย ๆ
 
...............
 
 
 
 
การทำงานอยู่ตรงนี้
 
แน่นอนค่ะ เราจะได้พบกับ..
 
ภาพจำลองของการใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น
 
ตอนเช้า ทุกคนพร้อมใจกันเดิน พรวดพราด ไปยังพาหนะ ส่วนตัว
 
ตกเย็นมา ทุกคนพร้อมใจกันเหนื่อยหมดแรง บางส่วนก็เมาปลิ้นสิ้นสภาพกันเลย
 
 
 
การเดินเข้ามารับคำทักทายนั้น จะเป็นลักษณะแบบอ่อนระโหยโรยแรง
 
 
 
 
 
 
 
และแล้ว..วันนึง นังโหน่งเกิดบรรเจิดไอเดีย กระฉูดปู๊ด ป๊าด ว่า
 
 
ถ้าอีฉัน สามารถทำเรื่องเสนอท่านผู้บริหารได้
 
จะขออนุญาตจัดเตรียมสิ่งหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนจิตใจคนพวกนี้ให้จงได้
 
 
และสิ่งนั้นก็คือ
 
 
 
 
"คณะกลองยาว"
 
 
เพื่อการรำต้อนรับ และ ขับส่งสามีทุกท่าน
 
 
แหม!! ยิ่งคิดยิ่งฮึกเหิมใจ
 
 
คอยดูนะ แม่จะป้อรำช้อนตั้งแต่เปิดประตูรถ ลากมายังหน้าฟรอนท์
 
 
และรำส่งไปยัง เบลบอย เพื่อรำติ๊ดฉึ้ง!! ต่อไปยังห้องพัก
 
 
อู้หู!! แค่คิด นิ้วทั้งห้า ก็สั่นสะท้าน...ขาเริ่มขยับ!!
 
 
แอบคิดต่อไปว่า
 
 
ถ้าเรื่องนี้ลือกระฉ่อนไป
 
สะเก็ดข่าวจะมารุมถ่ายทำ เก็บตก จะรีบมาสร้างสีสัน
 
วงการโรงแรมไทย จะผนวก เข้ากันกับมาตรฐานรำวง อย่างดียิ่ง
 
 
พี่ยุ่นทั้งเกาะ ก่อนมาเมืองไทย
 
ต้องเข้าหลักสูตร "ตั้งวง" ให้สวยงามตามนางรำ
 
 
 
เฮ้ยยยยยยยยยย ตื่น !!
 
อ้าว..ไม่ดีเหรอ...
 
 
หรือ ให้ออกแนวร่วมสมัยหน่อย
 
แขกท่านใดอายุมากแล้ว เราเข้าไปโค้ง ขอจังหวะ สามช่า เพื่อความคึก และครื้นเครง..เน๊อะ!!
 
จะแทงโก้ก็ได้นะฮาฟ เน้นตอนที่คุณลูกค้ากำลังจะรูดบัตร
 
จะบังคับให้ลูกค้าสะบัดคอเล็กน้อย แล้ว ช้อนบัตรเครดิตออกมา
 
พนักงานต้อนรับจักต้อง สะบัดหน้ารับอย่างต่อเนื่อง
 
และสุดท้าย พนักงานต้อนรับจะไหว้ท่วมหัว
 
เหมือนเป็นการระลึกบุญคุณลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
 
ประหนึ่งว่า บุญคุณชาตินี้จะไม่ขอลืมเลือน...
 
อร๊ายยยยย เขิลหว่ะ..คิดได้ไงเนี่ยะ
 
 
สุดท้าย ขอลงปัจฉิมลิขิตไว้ว่า
 
 
อย่าให้เรื่องนี้รู้ถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะค๊ะ
 
เดี๊ยนเกรงว่า พอเรา รำป้อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
 
พี่แกจะให้เราส่งซองสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พร้อมเจลอะไรสักอย่าง แจกลูกค้า
 
พร้อมอวยพรกับลูกค้าว่า...
 
(เผื่อจะ)เอาอยู่ !!! จุ๊กกรู๊รร!!
 
 
 
 
 

นางสาวความสุข

posted on 06 Feb 2012 13:22 by tathinknhong
 
พี่น้องที่เคารพรักยิ่ง
 
นางสาวติ๊งโหน่งหายจากวงการนี้ไปพักใหญ่
 
ด้วยความที่เปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ใหม่
 
จึงไม่ได้ว่างมานั่งระบายได้ยาวนานเหมือนที่เคย..
 
แต่มาวันนี้ มีเวลาพอสมควร เลยจะมาอัพเดทข่าวคราวให้ฟังว่า...
 
 
 
ตอนนี้ ติ๊งโหน่ง ย้ายตำแหน่งจาก Training Manager มาเป็น..
 
ตำแหน่งอะไรสักอย่างที่รับเรื่องราวร้องเรียนจากลูกค้า และ ช่วยแก้ปัญหาให้จบ
 
ซึ่งวันนี้ เจ้านายยังหาชื่อตำแหน่งสวย ๆ ให้ยังไม่ได้
 
รู้แต่ว่า ติ๊งโหน่ง รับหน้าที่นี้มา 1 สัปดาห์แล้วค่ะ
 
........
 
การทำงานที่ตรงนี้ มีความสุขดีค่ะ
 
เพราะความที่เป็นคนหลั่นล้า!! กว่าคนปกติ
 
กระนั้นแล้ว ติ๊งโหน่ง กลับเจอกระดูกก้อนโตจากเพื่อนร่วมงานท่านนึง
 
ที่ติ๊งโหน่งพยายามจะพูดดีด้วยเท่าไร
 
นางก็จะมีสีหน้าไร้ความหมายอย่างสม่ำเสมอ..
 
..............
 
เรื่องมันมาเสียน้ำตาตรงที่วันนึง...
 
ติ๊งโหน่งมีนัดให้ไปช่วยเคลียร์ห้องแขก
 
แต่ติ๊งโหน่งไม่ได้ไปตามนัดกับทีมงาน...
 
ทำให้ทีมงานรอเกือบครึ่งชั่วโมง
 
ตกตอนเย็น เพื่อนรุ่นน้อง มาสะกิดเตือนว่า..ทำไมไม่ไปตามนัด..
 
เอิ่มมม ยอมรับค่ะว่า วันนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญแก่นัดนี้ เพราะติดงานอื่นอยู่
 
แต่ที่สงสัยคือ..แล้วไฉน น้องนางไม่โทรไปเตือน..
 
น้องตอบให้ได้สะอึกว่า..แกไม่อยากมีปัญหากับหัวหน้า (ซึ่งก็คือบุคคลนั้นแหล่ะ)
 
ตอนนั้น ความรู้สึกมันจุกคอหอย..
 
เพราะโดยปกตินิสัยของติ๊งโหน่งคือ
 
ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับติ๊งโหน่ง ติ๊งโหน่งก็คงจะรีบกุลีกุจอโทรตาม
 
แต่พี่แกปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพียงเพื่อ รอตำหนิการทำงานที่ผิดพลาดของติ๊งโหน่ง..
 
ติ๊งโหน่งแบกเรื่องนี้ไว้หลายวัน..
 
จนวันนึง ได้เห็นธรรมชาติของคน ๆ นี้
 
แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง..
 
จริง ๆ แล้ว เรากับเค้า ไม่มีใครผิด
 
เพียงแค่ เรามีพื้นฐานที่มาแตกต่างกัน..
 
การทำอะไรเพื่อเอาชนะใจคนที่แคบเหลือเกิน คงไม่มีทางเอาชนะ
 
สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ดำเนินชีวิตที่มีความสุขของเราต่อไป
 
เขาอาจจะยังหาความสุขของตัวเองไม่พบ
 
จึงพยายามหาความทุกข์ของคนอื่นมาบดบังสิ่งที่ตัวตนยังค้นหาไม่เจอ..
 
คิดได้ดังนั้นแล้ว...
 
ติ๊งโหน่งคนเดิมก็กลับมา..
 
ชิชิ๊!! ที่เป็นแบบนี้ เพราะไม่อยากให้คุณวันดีกับคุณฮวยแกเสียใจ
 
เพราะสองท่านนี้ไม่เคยสอนให้เราแคร์คนใจแคบ!!
 
"ขออภัย..ที่พื้นฐานของเราต่างกัน และ ฉันรักที่เกิดมาเพื่อมีความสุข"
 
 
ลงชื่อ..นางสาวความสุข
 
 
 
 
 
 

เสียงครวญจาก..ซานบ้า!!

posted on 28 Dec 2011 21:55 by tathinknhong
 
 
 
โฮะ โฮะ โฮะ !!
 
 
สวัสดีฮาฟลุงซานต้า!!
 
 
อีกไม่กี่อึดใจ เทศกาลแห่งการให้ก็จะวิ่งผ่านพวกเราไปแล้วซินะ
 
 
ที่มาในครั้งนี้
 
 
แค่จะเล่าควันหลงเทศกาลแจกของขวัญให้คุณลุงฟังบ้าง
 
 
ก่อนอื่น ในฐานะผู้ให้เหมือน ๆ กันกับคุณลุง 
 
อยากถามว่า คุณลุงซานต้าเหนื่อยไหม ยากไหม และ เอิ่มมมม
 
 
"หลงทางไหม?"...
 
 
 
 
โฮะ โฮะ คำถามเชิงรุกที่เกิดขึ้นกับคุณลุงไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ
 
อยากแชร์ความรู้สึกให้ลุงทราบบ้างก็แค่นั้นค่ะ
 
 
เมื่อช่วงก่อนปีใหม่ จนถึงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา
 
 
มีซานต้าคนนึง ให้นามสมมติว่า ซานบ้าโหน่ง สุดสวย !!
 
 
ซานบ้าโหน่ง..ผู้ได้ภาระ ในการแจกของขวัญปีใหม่
 
 
ซานบ้าโหน่ง ไม่มีกวางเรนเดียร์ เหมือนลุงซานต้า 
 
 
ซานบ้าโหน่ง ได้นำพากองของขวัญมหึมา อันประกอบไปด้วย
 
 
คุ๊กกี้ 15 กล่อง ตะกร้าขนมอีก 3 ตะกร้า และเค้กที่สุดแสนละลายง่าย
 
 
ปุเลงใส่รถอันแสนกระทัดรัด...!!
 
 
บึ่งทะยานไปยังทั่วหล้าแดนไกล....ลิบ!!
 
 
 
ตามปกติแล้วลุงซานต้าคงจะทำงานง่าย ๆ ใช่ไหมค๊ะ
 
เหินจากบนฟ้า แล้วสังเกตปล่องไฟ แล้วลองชโงก ว่ามีถุงเท้าหรือเปล่า
 
 
แต่ลุงซานต้าฮ๊ะ!!ที่เมืองไทยไม่มีค่ะ
 
ถ้าลุงซานต้าเห็นปล่องไฟ
 
ขอให้ลงซานต้า เจียมตัว หรือ สำรวมตัวเล็กน้อย
 
แถวเมืองไทยเรียก วัดค่ะ !!
 
 
 
ซานบ้าโหน่ง จะใช้วิธีสังเกตหาปล่องไฟไม่ได้เด็ดขาด!!
 
ในมือซานบ้าโหน่งมีแต่แผนที่ กับโทรศัพท์ เอาไว้โทรถามทางลูกค้าค่ะ
 
แต่มัน (หมายถึงลูกค้า) ก็ไม่ได้ช่วยห่าน อะไรเลยก๊าบ!!
 
รังแต่จะทำให้หลงไกลมากขึ้น เช่น...
 

 
ฮัลโหล..น้องปุ๊กค๊ะ บริษัทน้องปุ๊กเข้าทางบางปะกง กับ อีเทค
 
ทางไหนดีกว่ากันค๊ะ
 
 
ดังนรกชังหรือสวรรคแกล้งให้ สัญญาณ 3G ประเทศนี้ดีเกินไปค่ะ
 
น้องปุ๊กเข้าใจไปโดยภาระการว่า ซานบ้าโหน่ง ต้องการจะเข้าทางอีเทค...
 
 
ภาพตัดมา..
 
กรูรรส์ อยู่ที่ไหน..
 
 
อ๋อ บ้านบึง!!
 
 
โทรไปถามน้องปุ๊กอีกที เอิ่มมมม พี่อยู่บ้านบึงไปไหนต่อดีค๊ะ...
 
น้องปุ๊กถามเสียงหลงว่า...ไปทำไรบ้านมึงค่ะ...
 
 
 
บึงค่ะ บึง ไม่ใช่มึง...
 
 
 
 
ยังไม่สาแก่ใจค่ะ
 
ลูกค้าบางราย ปากบอกว่า ให้ซานบ้าโหน่งเลี้ยวซ้ายนะค๊ะ
 
โอเคค่ะ..เลี้ยวซ้ายค่ะ
 
แว๊กกกกก!! แล้วมันโผล่มาทางแยกได้ยังไงหล่ะค๊ะ...
 
เหวอ!! แล้วทำไมพี่โหน่งไม่เลี้ยวขวาหล่ะค๊ะ
 
บ้านมึง!! (อันนี้ไม่หลง แต่ขอด่า!!)
 
ก็กรูรส์เนี่ยะได้ยินว่าเลี้ยวซ้าย ก็ซ้ายเลยหล่ะค่ะ
 
(อีลูกค้าเนียน ๆ ) อ๋องั้นพี่ยูเทรินเลยค่ะ
 
(อ๊ะอีนี่ไม่รับผิดชอบ "ไมล์สะสม" กรูรส์เลย)
 
 
 
ยังไม่รวมที่หลงเข้าประตูผิด แล้วโทรไปโวยวายกับลูกค้า...
 
จนลูกค้าทำเสียงเรียบ ๆ กลบว่า...
 
อีปลวก!! นั่นมันประตูหลัง...ไปวนรถมาหน้าโรงงานเดี๋ยวนี้
 
 
 
สุดท้ายค่ะ ...
 
 
ในนิคมอุตสาหกรรม ที่แสนจะเจริญยิ่ง
 
มักจะมี ลูกเด้ง / หลังเต่า/ บั้มเปอร์/ ลูกกระดอน
 
หรือเชรี่ยะอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้เราเบรคจนตัวโกร่ง
 
แล้วของทุกอย่างในรถจะไหลลงมากองอยู่ที่ปลายเท้า
 
สิ้นเสียงกรี๊ดดดดด ของคนขับ ก็จะมีเสียงตามมาว่า...
 
"เชรี่ยะ!! เค้กกรูรรรส์!!"
 
 
ภาพตัดมา..
 
มีผู้หญิงคนนึงก้มเก็บกองขนม คุ๊กกี้ และ เค้ก
 
พร้อมรำพึงกับตัวเองว่า...

 
ว้า!! "ของกิน" หล่นพื้น ลูกค้าคงไม่ว่ากันน๊า!!!
 
 
สวัสดี!!
 

แสนจะธรรมดา..ความรัก

posted on 23 Dec 2011 17:21 by tathinknhong
 
 
 
ถ้าคริสมาสตร์ต้องให้ของขวัญ
 
ฉันจะมีคริสมาสตร์ในบางวันให้กับเธอ
 
ถ้าปีใหม่ต้องกินเค้ก..
 
เธอคงมีปีใหม่ในทุกวันที่ฉันผ่านร้านโปรด
 
ถ้าโอกาสพิเศษต้องให้ของกัน
 
เธอจะได้จากฉันอยู่ร่ำไป
 
ไม่ต้องแปลกใจผู้หญิงคนนี้
 
เพราะเธอมีความรักให้เธอทุก ๆ วัน
 
.......................................
 
หลายครั้งฉันสงสัย...
 
ทำไมคนเราจะแสดงความรักกันก็ต่อเมื่อมีโอกาสพิเศษเท่านั้นหรือ
 
แล้วในวันอื่น ๆ คนเราจะแสดงความรักกันไม่ได้เลยงั้นซิ
 
เราต้องรอคิวซื้อของในวันแห่งความรัก
 
ทั้ง ๆ ที่วันอื่น ๆ ไม่ต้องรอคิวอย่างนั้นหรือ
 
คนเราจะต้องบอกรักในวันสำคัญ ๆ เท่านั้น
 
ทั้ง ๆ ที่ปากกับใจ ก็อยู่ที่เราอย่างนั้นหรือ
 
สำหรับคนอย่างฉัน..ฉันคิดว่า ฉันใช้เวลากับการรอคอยมามากพอแล้ว
 
และวันนี้ฉันจะใช้ชีวิตนี้ให้คุ้มค่าไปกับเธอ...
 
ไม่ต้องแปลกใจ หากวันนึงฉันจะยื่นขนมเค้กที่คิดว่าอร่อยให้กับเธอ
 
เพราะหากว่า ฉันลิ้มรสดูแล้ว มีความสุข ความสุขนั้นก็จะถูกส่งไปหาเธอ

 
จะเป็นอะไรไปเล่า คนเราไม่ได้ตกหลุมรักใครง่าย ๆ ซะเมื่อไร..
 
ฉันจะหยิบยื่นวันธรรมดาของเธอ
 
ให้เป็นวันพิเศษ
 
วันประหลาดใจ
 
วันเดาไม่ได้
 
หรือวันอื่น ๆ อีกมากมาย
 
ให้กับเธอ
 
เพราะความรักที่ฉันให้ไม่จำเป็นต้องซ้ำใคร และไม่ต้องต่อคิว...
 
...แสนจะธรรมดา..ความรัก
 

เรื่องของพ่อ

posted on 05 Dec 2011 15:04 by tathinknhong
 
 
พี่สาวของฉัน และ ฉัน
 
เรามีแม่คนละคน แต่พ่อเดียวกัน
 
 
ในปีที่พี่สาวฉันเกิด
 
ตอนปลายปี...
 
มีฉันคลานตามออกมาจากอีกหนึ่งแม่
 
 
 
 
ตลอดชีวิต เงาของพ่อ คือ "สิ่งที่ฉันเดามาโดยตลอด"
 
จวบจนวันหนึ่ง ที่ฉันพบเจอกับเธอ พี่สาว ต่างมารดา โดยบังเอิญ
 
เราเหมือนกันมาก!!
 
จนใครต่อใครที่รู้จักเราสองคน บอกว่า
 
"แสดงว่าเราเหมือนพ่อ"
 
 
เมื่อเรื่องราวที่ได้รับรู้ผ่านจากปากของพี่สาว
 
ฉันกลับมานั่งทบทวน..
 
ฉันดีใจที่พ่อเป็นเพียงจินตนาการของฉัน
 
ฉันไม่เสียใจ..ที่เราเป็นพี่น้องกัน
 
ฉันเข้าใจ ทำไมแม่ถึงทำกับพ่อแบบนั้นในวันนั้น
 
ฉันภูมิใจ ที่สองมือของแม่ กอดฉันไว้แทนสองมือของพ่อ
 
 
ในวันนี้ พ่อไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว
 
พ่อทิ้งลูกอย่างฉันไปแบบไม่มีวันกลับ
 
 
คงเหมือนกับวันที่แม่ตั้งใจหอบฉันหนีเพื่อทิ้งพ่ออย่างไม่ใยดี
 
และไม่คิดจะหันหลังกลับไปหาอีกเลย
 
 
ขอบคุณวันพ่อ.. และ ขอบคุณแม่ในวันพ่อจริง ๆ ค่ะ
 
 
 
บันทึกของคนที่ไม่เคยเรียกใครสักคนว่า "พ่อ"

เรื่องของ..น้องคิงส์..

posted on 02 Dec 2011 19:09 by tathinknhong
 
 
แหม!! กำลังจิตตก..ว่าจะหาเรื่องอะไรมาเขียนให้วันสุข..เค้าดีน๊า
 
และแล้ว ก็มีประเด็นกู้ชีพค่ะ...
 
 
เมื่อวันก่อนค่ะ
 
เพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนปริญญาตรี
 
โทรกริ๊งกร๊างมาหา...
 
นางถามสารทุกข์สุขดิบ ตามประสา นาน ๆ  คุยกันที
 
 
 
เรื่องมันได้ ไฮไลท์ ก็ตรงที่มันกล่าวถึงน้องชายของมัน นามว่า
 
"น้องคิง" หรือ "ไอ้คิง" หรือ "อีคิง" ค่ะ
 
 
มันว่าตอนนี้ อีคิง หาย "กบาล" ออกจากบ้านไป ได้ 1 ปีแล้ว
 
 
ติ๊งโหน่ง ฉุกคิดได้ และ กระทุ้งถาม คิงน้องเมริงส์เนี่ยะนะ!!
 
 
ใช่ น้องกรูรส์ที่เคย "จีบ" เมริงส์อ่ะ
 
 
 
ใช่ค่ะ ท่านผู้อ่าน อ่านไม่ผิดค่ะ มีคนเคยมา "จีบ" ติ๊งโหน่งค่ะ
 
 
 
ระหว่างนี้ขอให้ทุกท่าน นึกภาพตามดังนี้นะค๊ะ...
 
 
 
หญิงสาวนางนึง นิ่งอยู่ในภวังค์ เล็ก ๆ
 
แล้วโลกรอบตัวหมุนทวนเข็มนาฬิกา
 
ภาพรอบ ๆ ตัวเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาลจาง ๆ
 
ผมของติ๊งโหน่งยาวขึ้น
 
ผิวหนังเต่งตึงขึ้น
 
ภาพความสดใสประกายวิบ ๆ
 
ฉากหลังเปลี่ยนจากห้องทำงานไปเป็นห้องเรียน...
 
 
โอ๊ะ!! พอได้บรรยากาศไหมค๊ะ...
 
 
 
ภาพย้อนไปนานกว่าสิบนิ้วมือจะยกขึ้นมานับ..
 
 
ตอนนั้น..ตอนที่นั่งอยู่กลางห้องเรียนบัญชี...
 
 
ภาพด้านหลังมีหญิงสาวสองคนกระซิบกระซาบ แล้วหัวเราะอย่างสุดกลั้น
 
คนนึงบอก เฮ้ย จริงเด่ะ อีคิงส์น้องเมริงส์ กับ อีนังโหน่งเพื่อนเราเนี่ยะนะ...
 
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกก!!!
 
 
"ติ๊งโหน่ง / นังโหน่ง / น้อยโหน่ง (คนเดียวกัน!!)"
 
 
หันไปตามต้นเสียง เพราะรู้สึกเหมือนจะถูกกล่าวถึง...
 
อะไร!! ใครเรียกกรูรรส์
 
"อุจัง" หนึ่งในสองคน เอ่ยขึ้นว่า...
 
อีหมวย!! บอกว่า อีคิงส์ มันชอบเมริงส์หว่ะ!!
 
 
 
อย่าค่ะท่านผู้อ่าน..อย่าได้หวังว่าจะได้เห็นหญิงสาวเขินหน้าแดง ม้วนเป็นกิ้งกือ!!
 
 
หญิงสาวนามติ๊งโหน่ง หน้าซีด..พร้อมกับถามใจตัวเอง..
 
กรูรรส์พลาดอะไรหรือ!!
 
 
 
"อุจัง" รีบสวมบทบาทเพื่อนที่ดี..หัวเราะดังกว่าเดิมอีกรอบ พร้อมอธิบายต่อว่า
 
"อีหมวยมันก็รักน้องมัน..แต่มันแยกแยะไม่ออกว่า
 
ถ้าได้เมริงส์มาเป็นน้องสะใภ้ น้องมันกับตัวมัน
 
ใครจะทุกข์ใจกว่ากัน"
 
 
 
นังโหน่ง..รีบเกทับอีนังหมวยในทันที...
 
 
บอกน้องเมริงส์เตรียมผิดหวังได้เลย..
 
 
 
 
กรูรรส์ไม่ชอบเด็ก !!
 
อีนังหมวย ตบเข่าฉาด!!
 
 
เห็นไหมหล่ะ กรูรส์ว่าแล้ว อีนังโหน่ง
 
มันไม่เหมาะกับน้องดี ๆ ของกรูรรส์หรอก
 
 
 
อ้าว..อีนี่...ดูพูดซะ กรูรรส์หมดสภาพเลย!!
 
 

 
ภาพตัดมา...
 
อีคิงส์ หรือน้องคิงส์ สุดที่รักของนังหมวย...
 
 
เทียวไปเทียวมา วิ่งป้อนขนมจีบนังโหน่งเช้าเย็น
 
 
ความอดทนของอีคิง ถึงที่สุดเมื่อวันนั้นมาถึง...
 
 
ผู้หญิงในฝันของคิง..วิ่งเซถลา..หน้าคว่ำอยู่หน้าตึก
 
 
โดยมีเพื่อน ๆ ให้กำลังใจด้วยเสียงหัวเราะ
 
 
 
คิงเริ่มคิดได้แล้วบอกกับตัวเองว่า...
 
 
กรูรส์ว่าพี่เค้าหกคะเมนบ่อยมาก..สงสัยศูนย์ถ่วงไม่ดี..
 
 
และนี่คงเป็นสันดานซุ่มซ่ามอันถาวรของพี่เค้า..
 
 
คบกันไปคงต้องพาไปดามกระดูกบ่อย ๆ แน่!!
 
 
 
ว่าแล้วคิงส์ ก็ตัดใจ ด้วยการหันไปจีบรุ่นน้อง...
 
 
 
 
 
 
ค่ะท่านผู้อ่านที่เคารพ
 
 
..เรื่องที่กล่าวอ้างถึง ทุกตัวละครมีจริง...
 
แต่ติ๊งโหน่งจำความไม่ค่อยได้..
 
เพราะคิงส์ผ่านมาแล้วผ่านไป..ไว มาก ๆ
 
 
ใช่ค่ะ...น้องคิงส์เคยมาจีบ..
 
 
แต่สาเหตุที่เลิกกันไม่ใช่เพราะความซุ่มซ่าม
 
 
ติ๊งโหน่งจำไม่ได้จริง ๆ ว่าทำไม
 
 
รู้แต่ว่า..ก่อนที่คิงส์จะควงผู้หญิงใหม่มา...
 
 
ในคืนก่อนหน้านั้น
 
มีพระเอกมิวสิค ยืนคอตกอยู่ "หน้าร้านลาบ" ข้างราชภัฎพระนคร..
 
ประกอบเพลง ใจจำยอม..ของพี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง
 
 
 
 
 
 
เฮ้อออออ นี่ถ้ายังคบกันอยู่...
 
สงสัยหนุ่ม ๆ คงได้ส่ายหน้า ประสมบ่นเสียดายกันเป็นแถว!!
 

จึงลาไป..ด้วยเรื่องของน้องคิงส์และเสียงถอนหายใจ..รอดตายไปอีก ศุกร์!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เนื้อหาที่จะอ่านต่อไปนี้ อาจไม่มีคำพาดหัวชื่อเรื่องเลยก็ได้นะ..
 
 
 
 
 
 
"เราคนไทย ใจกตัญญู รู้คุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เรานักเรียน จะต้องประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยของโรงเรียน มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น

เรานักเรียน จะต้องปฏิบัติตนไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น"
 
 
 
พวกคุณยังจำประโยคเหล่านี้ที่เราตะโกนปาว ๆ หน้าเสาธงได้หรือไม่
 
ฉันจำได้ เพราะถูกโรงเรียนสั่งให้กล่าวในทุก ๆ เช้า ตลอด 12 ปี
 
สมัยยังเรียนอยู่โรงเรียนต่างถิ่น แดนไกล และบางคนเรียกเราว่า "บ้านนอก"
 

 
 
จนวันหนึ่ง...
 
เมื่อเราโต..
 
การศึกษาของเราโตตามตัวของพวกเรา..
 
ความเป็น "เมือง" ก็เดินทางมาหาเรา
 
 
ฉันโตทันที่จะได้ผู้นำประเทศท่านหนึ่งออกนโยบาย
 
 
"ต่อไปพวกเราจะเป็นนิค และปิดท้ายคำว่า โนพรอมแพรม !!"
 
 
จากนั้นโลกรอบ ๆ ตัวของฉันก็เปลี่ยนไป
 
ชาวนารอบ ๆ ข้าง เริ่มขายที่เพื่อให้นักลงทุนสร้างโรงงาน
 
พื้นที่อีกส่วนหนึ่ง ถูกขายเพื่อสร้างบ้านจัดสรร รองรับความสบาย รอบ ๆ โรงงาน
 
 
ความสงบโบกมือลาจากไป พร้อมคำว่า ความเจริญเข้ามาแทนที่
 
ความราบเรียบแห่งชีวิต ถูกกลบด้วย ความศิวิไลซ์
 
ชีวิตที่เคยใช้คำว่า รอคอย ถูกแปรเปลี่ยนเป็นคำว่า เทคโนโลยี
 
 
ใช่!! ฉันฝืนอะไรโลกใบนี้ไม่ได้
 
 
ฉันแค่คิดถึง ความทรงจำ เมื่อครั้งความเจริญยังไม่เข้าไปหาเรา
 
 
ในทุก ๆ ปี บ้านนอกของฉัน ที่อยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง
 
 
น้ำท่วมทุกปี
 
บ้านทุกบ้านมีใต้ถุน ซึ่งแปลได้ว่า เราอาศัยอยู่ด้านบน
 
ส่วนด้านล่างไว้ใช้เก็บของที่ไม่จำเป็น แต่ก็มีสิ่งจำเป็นอย่างนึงที่เราเก็บไว้
 
ใต้ถุนมี "เรือสำปั้น" นอนคว่ำอยู่
 
 
เมื่อหน้าน้ำหลาก..มาถึง
 
เรือสำปั้นที่นอนรออยู่ รู้ตัวถึงหน้าที่ของมัน
 
มันพาเราเข้าไปยังสวนมะพร้าว..
 
ฉันยังจำภาพนั้นได้..พี่สาวคัดท้าย ฉันมีหน้าที่แจวเพื่อช่วยแบ่งเบาแรง
 
ตกบ่าย เราพายเรือลำเดิมกลับมาพร้อมผลผลิตที่เราต้องการ...
 
 
 
ถูกต้องค่ะ !!
 
เราคือประเทศเกษตรกรรม
 
คำว่าเกษตรกรรมไม่ได้หมายถึงความล้าสมัย
 
 
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อประเทศอุตสาหกรรม
 
พื้นที่การเกษตร ถูกกลบด้วยภาพของโรงงาน และเครื่องจักร
 
เมื่อถูกแปรเปลี่ยนเช่นนี้
 
น้ำเพื่อการเกษตร ถูกใช้ไปเพื่อผลิตพลังงานกระแสไฟฟ้า
 
 
นั่นซิ...
 
เราใช้คำว่ารอไม่เป็น..
 
เรามีแต่ใช้คำว่าแข่งขัน เราจะต้องเป็นที่ 1
 
เราจะต้องใหญ่ที่สุด
 
คำว่าที่สุด มันไม่ได้แปลว่า สงบ หรือ พอเพียง
 
หากแต่มันอยู่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง..
 
 
 
ภาพน้ำท่วมประเทศไทยในวันนี้..
 
 
"ฉันแค่คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่น้ำท่วมบ้านฉันทุกปี
 
แต่เราก็ไม่ลำบาก
 
 
เราไม่ต้องรอถุงยังชีพ เราไม่ต้องรอนักการเมือง
 
เราไม่ต้องลุกฮือขึ้นมาขอโน่น ขอนี่ !!
 
เรามีอยู่ เรามีกิน เพราะ เราอยู่กับธรรมชาติ และความเป็นเกษตรกรรม"
 
 
 
 
กลับไปที่คำปฏิญาณข้างต้น
 
ในทุกวันนี้..แม้ฉันไม่ได้ท่องประโยคดังกล่าว
 
แต่ฉันกลับอยากกลับไปขอบคุณโรงเรียน
 
เพราะแม้ว่าในวันนั้นฉัน สักแต่ตะโกนปาว ๆ
 
แต่มันก็เป็นกุศโลบาย ให้นักเรียนโรงเรียนวัด 
 
เข้าใจว่า...
 
 
เราเป็นคนไทย ใจต้องกตัญญู และต้องรู้คุณชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์
 
เพราะถึงฉันไม่ได้เป็นนักเรียนอีกต่อไป 
 
ฉันก็ยังต้องประพฤติตนให้อยู่ในระเบียบวินัยของประเทศ
 
แถมยังต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
 
และสุดท้ายจะต้องปฏิบัติตนไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น อีกด้วย
 
 
บางครั้งฉันก็ไม่แน่ใจในวุฒิการศึกษา หรือ ใบปริญญา
 
เพราะ ทุกคนที่เป็นใหญ่ในปัจจุบัน ต่างคนต่างถือ ใบสำคัญนี้คนละไม่ต่ำกว่านึงใบ
 
 
หากมีสักใบ ระบุด้านหลัง ไว้สักหน่อยว่า
 
"เราไม่จำเป็นต้องใหญ่ที่สุด แต่เราสมควรจะทำดีที่สุด"
 
แล้วนำใบนี้พลิกขึ้นมาติดกรอบแทนใบปริญญา...
 
เพื่อจะได้ชี้ให้เห็นว่า...
 
 
อย่าให้ความยิ่งใหญ่
 
ลบความตั้งใจทำดีของคุณได้
 
 
จึงเรียนมาเพื่อระบายอ่อน ๆ
 
 
 
 
 
 
 

หลงรัก...

posted on 25 Nov 2011 12:55 by tathinknhong
"แม้เธอจะมีใครไม่สำคัญ
 
แค่เพียงเธอมองมาที่ฉัน
 
เท่านั้น ก็พอใจอยู่ภายใน
 
แม้เธอจะมีใครไม่สนใจ
 
แม้ความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร
 
ไม่รู้..แค่มีเธออยู่ในใจ"
 
 
 
 
 
คุณเคยหลงรักอะไรที่เราเป็นเจ้าของไม่ได้ไหม
 
คุณเคยหลงรูปอะไรสักอย่างไหม
 
คุณเคยเฝ้ามองหาอะไรเมื่อถึงเวลาสมควรของมันหรือไม่
 
คุณเคยฝันถึงใคร โดยที่สิ่งที่ฝันถึงเค้าไม่เคยรู้สึกไหม
 
คุณเคยนั่งรอใครให้เค้าเดินผ่านมาแค่สบตาบ้างไหม...
 
ฉันเคย...
 
 
หลงรักแมวข้างบ้าน..และเขาคนนั้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จากเหตุการณ์เมื่อตอนที่แล้ว...
 
เหล่าคนสวยและไม่สวย โดนหลอกให้ตื่นเช้า....
 
 
 
ภาพถูกตัดมาที่
 
รถหรู..GMC พร้อมล้อหมุน มุ่งหน้าสู่ "อำเภอบางกรวย"
 
พิกัดปลายทาง บางกรวย-ไทรน้อย !!
 
พวกเรา (คนสวย) และ พนักงานชาวโรงแรมซิตี้
 
ตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เพราะ นาน ๆจะมีความโรแมนติก ได้อยู่เคียงข้างพี่ต๊ะหานไทย
 
พี่ต๊ะหานไทยมาเตือนให้ทราบว่า..
 
การนั่ง GMC ต้องระวัง เพราะมันกระชาก !!
 
 
โอเคค่ะ คนสวยเข้าใจแล้ว
 
 
 
พอขึ้นรถได้พักเดียว
 
 
รถ GMC ก็กระชากผู้โดยสารส่วนหนึ่งเข้าสู่ภวังค์
 
 
หลายคนอยู่ในท่าบังคับ คอพับ
 
บางคนอยู่ในท่าไม่มั่นใจ หงึก ๆ หงัก ๆ มันเป็น หงึก ๆ หงัก ๆ
 
บางคนนึกว่าตัวเองเป็นตุ๊กตา (ล้มลุก) โงนเงน โงนเงน !!
 
 
 
เอิ่มมมมม ทุกคนพร้อมทำงานเต็มที่ แต่ขอกรูรรส์หลับระหว่างทาง
 
ยกเว้นนังโหน่งที่ นาน ๆ จะขึ้นรถใหญ่ๆ โต ๆ กับเค้าสักที
 
 
ตื่นตาตื่นใจม๊ากกก !!
 
 

 

 
ครั้นพอเข้าเขตกรุงเทพมหานคร
 
 
หลาย ๆ คนถูกกระชากจากภวังค์
 
 
และรีบปรับสภาพจากผู้หลับ
 
เป็นผู้ขยับแดก ตามสโลแกน...
 
นิ่งเป็นหลับ
 
ขยับเป็นแดก
 
แยกเป็นหลง
 
งง ทุกสถานการณ์!!
 
 
หลาย ๆ คนเริ่มทำตัวเป็นผู้ประสบภัยในทันทีที่ตื่น
 
เริ่มคุ้ยหาอาหาร และ อ้างว่า ...
 
 
 
ลองชิมซิว่าอร่อยจริงหรือเปล่า 
 
บางคนบอกว่า น้ำพริกนี่จะเผ็ดไหมหนอ !! ไข่ต้มอีกหล่ะ สุกดีหรือเปล่า
 
โถ ๆ วอก !! ทั้งหลาย จะกินก็กินค่ะ..พูดไปก็จะเหนื่อยเปล่า!!
 
 
ค่ะ ผู้ช่วยเหลือ เริ่มทำการซ้อมเป็นผู้ประสบภัยไปพลาง ๆ ด้วยการชิมรสชาติอาหาร
 
..........
 
 
เมื่อพวกเราอิ่ม GMC โดยพี่ต๊ะหานที่รัก
 
ก็บรรจบเส้นทาง "บางกรวย-ไทรน้อย" พอดี !!
 
พวกเราตื่นเต้นเกินความจำเป็นหรือเปล่าไม่แน่ใจ
 
เพราะทุกคนยกกล้องขึ้นมาถ่าย
 
ไปจนเกือบครึ่งซอย และลืมไปว่า
 
เรามาช่วยเหลือ ไม่ได้มาเก็บภาพ..
 
เอิ่มมม นึกว่าเป็นนักข่าว!!
 
 
เมื่อเราได้สติ..ดังนั้นเราจึงวางกล้องแล้วถือกล่องข้าวเริ่มแจกชาวบ้าน
 
ดีนะค๊ะ ที่ไม่มารู้สติอีกครั้งนึงเมื่อเข้าเขตศรีราชา..
 
 
วันนั้นทั้งวัน เราตะโกนเรียก ตะโกนถาม และ ตะโกนให้กำลังใจ
 
จนลืมไปว่า สังขารของพวกเรา กำลังจะหมด
 
.....................................
 
 
 
เมื่อออกจากบางกรวย เพื่อขึ้นทางด่วนอันแสนยาวไกล..
 
พี่ต๊ะหานพลขับ ได้อนุเคราะห์แวะปั้มน้ำมัน
 
ให้ทุกคนได้ปลดทุกข์
 
เราต่างคนต่างแยกย้าย...ไปปลดทุกข์
 
ยกเว้น..อีนังโหน่ง..ที่คิดว่าตัวเองสุขเสียเต็มประดา..
 
นังโหน่งไม่คาดคิดว่าอะไรรออยู่ข้างหน้าของชีวิต

 
แถมยังตะบันน้ำเข้าไปอีก 1 ขวด !!
 
 

 
เมื่อทุกข์ชาวบ้านส่วนใหญ่จากไปกับปั้มน้ำมัน
 
 
พี่ต๊ะหานพลขับก็มุ่งหน้าสู่ ศรีราชา !!
 
 
แบบชิลล์ ๆ....
 
ด้วยความเร็วแค่ 140 กม/ชม.
 
 
 
อร๊ากกกกกกก!!! พี่ค๊ะ..พี่วิ่งหนีน้ำท่วมหรืออย่างไรค๊ะ
 
 
 
เอิ่มมม หรือคิดว่าตัวเองขับฮอนด้าซีวิค
 
เอิ่มมม หรือคิดว่ามาแค่คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าค๊ะ
 
เอิ่มมม พี่ขับเร็วเพื่อ ให้อีคนที่ไม่ได้เข้าส้วมเมื่อสักครู่รู้สึก ฉี่หดตดหาย หรือค๊ะ
 
เอิ่มมม ค่ะได้ผลค่ะ หนูไม่รู้จะเกร็งกล้ามเนื้อส่วนไหน
 
กลัวตกทางด่วนก็กลัว
 
กลัวจนฉี่แตกให้ได้เลย!!
 
 
ค่ะ ดังที่เตือนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า
 
 
ว่าอย่าตื่นเต้นกับ ต๊ะหานไทย
 
 
ต๊ะหานไทยอยู่คู่เคียงข้างประชาชน..
 
ยกเว้นคนปวดฉี่!!
 
 
 
ก่อนจากกันวันนั้น ข้าฯน้อยขอปฏิญาณตนต่อท้องฟ้าและพื้นทางด่วน
 
 
 
กรูรรส์ไม่เอาแล้ว GMC น่ากลัวมั๊กมาก!!
 
 
แต่ยังไง ก็ยังนะจรุ๊บ จรุ๊บ ต๊ะหานไทย ...

Favourites