ลมหนาวเดือนธันวา ถือกระเป๋าใบเบอเริ่ม เข้ามาเช็คอิน
 
หล่อน กล่าวทักทายเบา ๆ ยังสบายดีใช่ไหม
 
 
 
 
เธอกล่าวต่อมาว่า มาครั้งนี้ อยากให้อยู่นาน ๆ กว่าทุกที เป็นไปได้หรือเปล่า
 
 
ลมหนาว พยักหน้าอย่างไม่แน่ใจ...
 
เธอถามต่อ อย่างคนคุ้นชิน
 
 
มาครั้งนี้ มีของฝากอะไรไหม...
 
ลมหนาว พยักหน้า อย่างคนมีของ..พลางย้อนถามกับหล่อน...
 
เธอไม่รู้สึกตัวอะไรบ้างหรือ...
 
หล่อนตีหน้าซื่อ...
 
เจ้าลมหนาวเจ้าเล่ห์ เจ้าจะมาไม้ไหน...
 
ลมหนาวตอบอย่างให้คนอย่างหล่อนชะล่าใจ...
 
อ้าว ที่ขยันตื่นเช้า มาเฝ้ามอง Message
 
ขยันแต่งตัวสวย ขยันยิ้มหวาน ขยันอารมณ์เบิกบาน
 
นั้นเธอแสร้งด้วยเหตุใด....
 
หล่อนเฉไฉ...อะไรกัน...
 
หล่อนเถียง "ฉันก็เป็นอย่างนี้ปกติดี...."
 
ลมหนาวสบัดหน้า...
 
เธออย่ามาเถียง...
 
ก่อนหน้านี้ เธอถามกับลมอยู่บ่อย ๆ
 
ถึงความหมายของการใช้ชีวิต
 
 
ตอนนี้ในใจเธอแอบรอเวลาค่ำ ๆ
 
 
เพื่อที่ให้เหตุการณ์พิเศษเกิดขึ้นเป็นประจำ...
 
 
หล่อนแย้ง...ไม่ได้พิเศษ ฉันก็ใช้เวลาคุยกับคนทั่วไปตามปกติ
 
ลมหนาวส่ายหน้า...
 
ไม่ใช่ธรรมดา มันไม่ใช่เรื่องทั่วไปแล้ว...
 
ลมหนาวแอบรู้ว่า...คนทั่วไปของเธอตอนนี้ โทรมาเป็นประจำ...
 
หล่อนร้อนไปทั้งหน้า...
 
เธอจะไปรู้อะไร...
 
เธอก็แค่คือลมหนาวทั่วไป เธอรู้ไหม เขาจะมานานแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้
 
ลมหนาว สะดุ้งเมื่อเห็นอาการของเธอ...
 
ฉันคิดว่าเธอมีความสุข...
 
ใช่ลมหนาว ฉันมีความสุขดี
 
ต่อให้เขามาเพียงแค่สัปดาห์ สองสัปดาห์ เป็นเดือน สองปี หรือ ตลอดไป
 
จะให้เป็นช่วงเวลาไหน...ฉันก็จะรักษาเขาไว้ตลอดกาล...
 
ลมหนาวยิ้ม...ฉันดีใจ...รักษาเขาไว้เท่ากับรักษาดวงใจของเธอ
 
ฉันยินดี...
 
 
 
 

วลีแรก

posted on 12 Aug 2013 11:47 by tathinknhong
กาลครั้งหนึ่งเมื่อ 17 ตุลา ปี 2515
เวลาประมาณสามทุ่มเศษ ๆ
ผู้หญิงคนนึงสถาปนา ตน เป็นมารดา
โดยมีเด็กผู้หญิงอีกหนึ่งคนสถาปนา ตน ว่าเป็น ลูก(สาว)
....................
ภาพตัดมาอีก ปีเศษ ๆ เด็กผู้หญิงเรียนรู้ทักษะการพูด
โดยเธอเปล่งวาจาง่าย ๆ คำแรกออกไป...
"แม่"
 
 
(พวกคุณเคยมีการกระทำอะไรที่ทำครั้งแรกแล้วตื่นเต้นบ้างไหม...)
เด็กหญิงคนนั้นหาได้มีความตื่นเต้นแต่อย่างไร..
 
หากแต่กลับกลายเป็นผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอนั่นซิ
 
"ตื่นเต้น" กว่าสิ่งใดในโลก
 
ขณะนั้น เด็กผู้หญิงใคร่สงสัย
 
ทำไมผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าเธอ ต้องวิ่งไปบอกใครต่อใครให้วุ่นวาย
 
น้อยหน่าพูดได้แล้ว
 
น้อยหน่าเรียกแม่แล้ว
 
น้อยหน่าเรียกแม่ได้แล้ว
 
 
เธอ คะยั้นคะยอ ให้เด็กหญิงพูดอีก
 
เรียกแม่ซิลูก "แม่"
 
เด็กหญิงทำตาม
 
คนที่นั่งล้อมตัวเธอหัวเราะชอบใจ
 
เด็กหญิงได้ใจ
 
พูดแค่นี้ คนที่อยู่ตรงหน้าเธอก็กอดหอมเธอยกใหญ่
 
เด็กหญิงคิด ... ประหลาดดีจังโลกใบนี้...
.........จบ...........
 
 
 
 
"รักแม่" (สองคำ)

เมื่อต้นปี มังกร ปีที่ใคร ๆ ก็ลือกันว่า

เฮงนักเฮงหนา วาด ซะ หนา กลัวจะน้อยหน้า
 
ก็เลย อาสาทำตัวเฮงกับเค้าด้วย จะไม่ให้เฮงได้อย่างไร เมื่อ...

วันนึงพี่แป๊บ (นายหญิง) เชิญชวนให้ วาด ซะ หนา เดินผ่าน ตม. ไทย ไป ยัง ตม. เกาหลี

ด้วย โปรโมชั่นดี ๆ เลิศ ๆ ว่า มีทริปเกาหลีมานำเหนอ!!

วาด ซะ หนา ผู้มีความรู้มากกว่าหางอึ่งเล็กน้อยรู้ดีว่า

“เกาหลีมีสองภาค คือ เกาหลีเหนือ กับ เกาหลีใต้!!”

นอกนั้น ไม่รู้อะไรจริง ๆ

 

โปรฯ ที่เจ้านาย นำมาเหนอ ก็แค่บอกว่า

นายหญิง จับฉลากได้รางวัลไปเที่ยวเกาหลี
แต่ติดเดินทางไปญี่ปุ่น ก็เลยเอา ทริปนี้มาเปิดท้ายเลหลังขายแบบถูก ๆ

 

ตัว วาด ซะ หนา ผู้สนใจการเดินทาง

แต่ เงินในกระเป๋าส่ายหน้าบอกไม่เอาด้วย
ได้แค่สูดลมหายใจให้เต็มปอด บอกกับพี่แป๊บผู้เป็นเจ้านายไปว่า...

 

ถ้าหนูไม่เอา พี่คงไม่ว่า แต่ถ้าพี่ให้หนูผ่อน หนูก็ไม่ว่าอะไรพี่หรอก !!

 

เจ้านายฟังแล้วคงจะของขึ้น แผ่รังสีความโกรธ และกล่าวด้วยถ้อยคำที่รุนแรงว่า..

 

“เอาหน้า Passport มาด้วยหย่ะ!!”

นัง วาด ซะ หนา ได้ฟังแล้วรนราน
หาหนังสือเดินทางแทบพลิกแผ่นดิน..
(ทั้ง ๆ ที่ในใจก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า..กรูรรรส์ อยากไปเกาหลีตั้งแต่เมื่อไรฟระ!!)

 

 

 

ค่ะบทอะไรมันจะเป็นของเรามันก็คือของเราหน่ะแหล่ะค่ะ...

เย็นวันเสาร์ที่ 30 เมษา นัง วาด ซะ หนา

ยืนแป้นแล้น!! อยู่สุวรรณภูมิ
 
ในชุดที่ไม่ได้เตรียมตัวเดินทางแต่อย่างไร..

นางใส่พองามแค่

เลคกิ้ง รองเท้าบูธ โอเวอร์โค๊ต ที่ครอบหู เสื้อสเวตเตอร์ กับผ้าพันคอแค่นั้น...

 

คนที่ร่วมทริปไปด้วยก็ไม่ได้ว่าอะไรเธอ (เลยยย)

เพราะคิดว่า การไม่พูดคุยด้วยน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า!!

 

ค่ะการเดินทางออกจากประเทศครั้งนี้

จะผ่านด่านตม. ไปยากนิดหน่อยค่ะ

เพราะ ตม. บอกว่า จะเดินผ่านช่องสแกนตรวจอาวุธได้นั้น

 
ขอให้ถอด ผ้าพันคอ /รองเท้าบูธ/ โอเวอร์โค๊ต ที่ครอบหู และสเวตเตอร์ออกเสียก่อน !!

 

 

โดยตม. ให้เหตุผลเพียง สั้น ๆ ว่า

“ขอให้ให้เกียรติกับอากาศบ้านเมืองเราบ้าง”

วาด ซะ หนา ถึงขั้นถอดใจ

ก่อนจะถอดทุกอย่างตามที่ ตม. ต้องการ
 
กว่าจะถอด และ กว่าจะประกอบร่างให้ครบดังเดิมก็ต้องใช้เวลาไม่ใช่น้อย

ถอดไป ก็ พึมพัมไป..

เบื่อพวกไม่รู้จักการวางแผน !!
 
จะอะไรกันนักหนา กับแค่คนรู้จักวางแผนไปสัมผัสอากาศหนาว!!  

 

ค่ะ แล้วเวลาเดินทางก็มาถึง..

วาด ซะ หนา เพิ่งสำนึกรู้ได้ว่า

โดนเจ้านายหลอกมา!! (เล่ามาถึงบรรทัดนี้น้ำตาแทบกระเซ็น)
 
นี่ฉันเดินทางมากับกลุ่มทัวร์.....
 
ประกัน !! ประกัน !! ประกัน !! (เฮ้ยยยย จะย้ำเพื่อ!!)
 
มันจี๊ดดดดด ใจ อยู่ดี ๆ ก็ติดคุณวุฒิแบบไม่ต้องไปง้องอนลูกค้า

 

กรูรรรส์จะบ้าตาย!! แล้วให้ท่านทั้งหลายนึกถึงตอนที่

พวกพี่เค้าเรียกระดมพลกันเพื่อถ่ายรูป
 
โอ้ยยย ขนลุกซู่...
 
ถามกรูรรส์บ้างไหมว่า กรูรรส์เฮเป็นหรือเปล่า..

ดีนะคะเนี่ยะ ที่สมัยตอนยังเรียนอยู่

คุณแม่ส่งไปโรงเรียนสอนการแสดงมาก่อน เลยพอจะเนียน ๆ ได้ !!

 

แล้วคุณผู้อ่านคะ สารภาพตามตรงว่า

ดิฉัน กับ เพื่อน(เหยื่อร่วม) ไม่เคยเที่ยวกับชนกลุ่มใหญ่
 
(เอ๊ะ ก็ไม่ได้ใหญ่มากนะ) แค่ 180 คน ค่ะ!! 180 เอง (ย้ำชัด ๆ อีกทีนึง!!)

 

การจะไปไหนมาไหนกับคนกลุ่มนี้

เราจะบอกความต้องการไม่ได้ว่า
อารมณ์ความต้องการขั้นพื้นฐานนั้นเราเป็นอย่างไร
พวก(มัน)ไม่อยากจะรับฟังหร๊อก ทุกข์หนัก ทุกข์เบา
เขาให้เราเข้าเราไม่เข้าก็ไม่ได้ ไม่มีอารมณ์ร่วมก็ไม่ได้
กรูรรส์ต้องบิ้วท์ให้เกิดอารมณ์ทุกครั้งที่ชาวบ้านเข้าคิว!! ห้องน้ำ...

 

ไหนจะเรื่องกินอีกหล่ะ

ถามกรูรรรส์บ้างไหมว่า..กิมจิ เนี่ยะ
กรูรรรส์เบื่อบ้างหรือยัง
เสิร์ฟอย่างกับว่า กลับไปเมืองไทยชาตินี้
ไม่ต้องไปหากินแล้วนะ
กินตุนมันไปเลย..

บางมื้อบอกเราว่าจะพาไปกินซุปไก่..

เคยรู้บ้างไหมว่าก่อนมาหน่ะ
กรูรรส์ล่อแบรนด์มากี่โหลแล้ว สุดท้าย ไง หล่ะ
แม่นั่งโซ้ยมาม่าต้มยำรสกุ้ง กับ ไวไวรสดั้งเดิม แก้เลี่ยนหน้าทีวี!!  

 

และแล้ว...ก็มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้น

เมื่อหญิงไทยนางนึงเดินเข้าไปแหล่งเครื่องสำอางค์
ผู้หญิงนางนี้เกิดอาการคลั่ง มือไม้สั่นรนราน
สายตาพร่ามัว มองอะไรไม่ถนัดตา
ปากก็พร่ำว่า “เอาอะไรก่อนดี!! เซรั่มหล่ะ
มอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์หล่ะ อายครีมหล่ะ มาร์สกหน้าอีก ยาทาเล็บ ลิปสติก ฯลฯ

สุดท้าย วาด ซะ หนา ก็สิ้นชีพตั้งแต่วันที่สอง..ด้วยอาการหมดตรูดดด!!  

 

มาสำนึกได้ก็ตอนที่เท เศษเหรียญวอนออกจากกระเป๋า

ปากก็พึมพัมไปพลาง ปาดน้ำตาไปพลาง

“ที่ทำงานมา แกเอาเงินฉันไปหมดก็คราวนี้ แกมันโจรปล้นใจชัด ๆ ประเทศเกาหลี”

 

ตั้งแต่นั้น เข้าวันที่ 3, 4 และ 5

นังวาดซะหนาอยู่ในอาการ
นิ่งเป็นหลับ ขยับเป็นแดร๊กซ์
ให้กรูรรรส์กินอะไร
กรูรรรส์ก็(ต้อง)กิน ไม่มีปากเสียงกับใคร
เพราะ ช๊อปเกินกว่าที่จะคิดได้ว่า

“ยังต้องมีวันเวลาอีก 3 วันที่เกาหลี และ อีก 20 วันก่อนสิ้นเดือนที่เมืองไทย”

 

แหม!! “แกลบ” เกาหลีนี่มันอร่อยจริ๊ง!!!

 

สรุปคร่าว ๆ ได้ว่า เมื่อกาลครั้งนึงที่ได้มีโอกาสไปสัมผัสหิมะเล็ก ๆ

อาการหนาวหนัก ๆ และอาหารแนวเลี่ยน ๆ
เมื่อต้นปี ทำให้วาด ซะ หนา เรียนรู้ว่า
กรูรรรส์ไม่ต้องติดคุณวุฒิก็ไปเกาหลีง่าย ๆ แค่มีเจ้านายเป็นลูกค้า...ประกันชีวิต!!
 
และประโยคที่หลอนมาถึงวันนี้คือ
 
“มาพวกเรารวมตัวถ่ายรูปกัน !!” เย้ยยยย!!
 
 
 
 
1. ทุก ๆ  เช้า หาข้อความ หรือ บทความดี มาอ่าน เพื่อชักจูงให้วันนั้นเราหัดบอกกับตัวเองว่า
"โลกนี้ยังน่าอยู่"
 
2. หาเรื่องราวสนุก มาแบ่งปันให้คนรอบข้างหัวเราะ เพราะ เสียงหัวเราะของคนรอบข้าง ย่อมไพเราะ กว่าเสียงพร่ำบ่นจากปากของเรา
 

3. ใช้โสตของเราเพื่อ เสียงหัวใจตัวเรา เสียงคนรอบข้าง และ เสียงเพลง
  

4. การคบหาใครสักคน ไม่จำเป็นต้องได้ผลประโยชน์ หรือ เสียผลประโยชน์ ตราบใดที่คน ๆ นั้นไม่ดูถูกความเป็นคน มิตรภาพก็เป็นเรื่องที่ควรจะดำเนินต่อไป
  
5. อย่ารับสายใครสักคน ที่สักแต่โทรมาขอความช่วยเหลือ เพราะการกระทำเช่นนั้น คือการทำลายชีวิตของเขา สอนให้เขารู้จักเรียนรู้การได้มาซึ่งการต่อสู้บ้างก็ดี
 

6. คนทุกคนมีห้วงอารมณ์สุขที่สุดได้ไม่ทุกวัน ความเศร้าที่สุดก็เป็นแบบนั้น !!
 

7. กาแฟอร่อย ควรดื่มตอนที่มันไม่ร้อนจนเกินไป และ ไม่เย็นชืดจนเกินไป ชีวิตก็เป็นแบบนั้น ใช้มันในจังหวะที่คิดว่า ถึงเวลาที่สมควรจะใช้
  

8. คนอายุ 40 ไม่จำเป็นต้องสร้างผลงาน แต่สมควรจะสร้างเด็กรุ่นหลังให้เรียนรู้การสร้างผลงานที่ดี ต่อจากเรา

9. ถ้าเรารู้ว่าเงินเดือนเราไม่มาก เราก็ต้องรู้วิธีการลดค่าใช้จ่ายของเราลง ก็แค่นั้น !!

10. ก่อนหลับตาลงบนเตียง ลองถามใจตัวเองว่า จบวันนี้ด้วยการช่วยเหลือใครมากพอหรือยัง ถ้ายังก็รีบเข้านอน เพื่อจะได้ทำโจทย์นั้นในสำเร็จในวันถัดไป

เรื่องของ กล้วยเจ๋ง!!

posted on 22 Aug 2012 10:42 by tathinknhong
ติ๊งโหน่งกับกล้วยเจ๋ง..
 
เราเคยพยายามจะนัดเจอกันเมื่อ 2-3 เดือนก่อน
 
แต่เพื่อนติ๊งโหน่งแจ้งว่า..ยังไม่ถึงเวลาของเรา..
 
......
 
จวบจนเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว
 
เพื่อนคนเดิมกลับมาแจ้งว่า
 
มีเป้าหมายใหม่จะแนะนำให้ติ๊งโหน่งรู้จัก
 
ตอนนั้นในใจคิดว่า ไม่เป็นไร เรามันตัวคนเดียวมานานแล้ว
 
อย่าได้ลังเลไปใย..
 
ว่าแล้วก็เดินทางไปดูตัวเป้าหมายใหม่ไกลถึง พนัสนิคม...
 
 
ณ จุดนัดพบ..
 
ติ๊งโหน่งเห็น "กล้วยเจ๋ง" !!เป็นครั้งแรก
 
เมื่อแรกเจอ "กล้วยเจ๋ง" ยืนหันหลังให้ติ๊งโหน่ง
 
กล้วยเจ๋ง อยู่ในสภาพ เด็กหนุ่มเกรียน ๆ
 
หนำซ้ำ ที่บั้นท้ายอันเกรอะกรัง ประกาศลั่นต่อชาวโลกให้ทราบว่า...
 
คนล้างไปนอก!!
 

 
เพื่อนติ๊งโหน่งหันมาถามความเดิมว่า
 
จำมันได้ไหม..
 
ติ๊งโหน่งทำตาลุกวาว...
 
จำได้ซิ !!
 
ไอ้เด็กหนุ่มที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขเมื่อสองสามเดือนก่อนยังไงหล่ะ
 
เพื่อนติ๊งโหน่งยังกล่าวอีกว่า...
 
ตอนนี้ยังไม่มีใครมาจับจอง...
 
เพราะมันต้องไปใส่ตระกร้าล้างน้ำอีก!!
 
 
ความกระหายอยากจะได้เป็นเจ้าของ แสดงออกมาทางแววตา
 
เพื่อนติ๊งโหน่ง เห็นดังนั้น กล่าวว่า...
 
อย่า อย่าได้ทำตา อยากได้แบบนั้น
 
 
ว่าแล้ว เพื่อน ก็แสร้งให้ฉันทำเป็นเล่นตัว...
 
.......................

 
จากนั้นไม่นาน ไอ้คนล้างคงกลับมาจากนอก
 
คนล้างบอกว่า
 
ยังสนใจ กล้วยเจ๋ง ในราคาโละทิ้ง หรือไม่!!
 
เพื่อนติ๊งโหน่ง ส่งสัญญาณ (ซิกซ์) แจ้งให้ทราบว่า กดให้ต่ำที่สุด!!
 
ติ๊งโหน่งมันคนซื่อ เพื่อนให้แสดงละคร ก็ต้องทำไปตามบท
 
สุดท้าย ต้องกลั้นใจประกาศลั่นในราคาที่เพื่อนแนะนำ
 
ราคา xxxxx บาท ไม่ได้ก็ไม่เอา...!!
 
คนล้างถึงขั้นเกือบปากุญแจ ใส่หน้า..!!
 
พร้อมลั่นวาจาว่า....
 
"เอาไปเลย นี่เห็นเป็นเพื่อนกัน!!"
 

 
กรี๊ดดดดด!!
 
 
 
กรูรรส์ได้ครอบครองแจ๊ส จริง ๆ สักที!!
 
............................

 
ค่ะ !! 
 
"กล้วยเจ๋ง" คือ คู่ชีวิตใหม่ของ ติ๊งโหน่ง ...
 
ที่ชื่อกล้วย เพราะ ได้มาง่าย ๆ และ มันก็เจ๋งด้วย!!
 
 
สรุปว่าบ่ายนั้น ติ๊งโหน่ง ปุเลงกล้วยเจ๋งกลับมายังเคหะสถาน !!
 
ระหว่างทาง เพื่อเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย
 
ติ๊งโหน่ง สวดมนต์ ต้อนรับกล้วยเจ๋ง มาตลอดเส้นทาง!!
 
คิดในใจว่า...
 
กรูรรส์รู้แล้ว..ทำไมมันให้กรูรรส์ง่าย...
 
คำกล่าวที่ว่า
 
"ทุกอย่างดังหมด ยกเว้น เครื่องเสียงกับแตร เกิดขึ้นจริงก็วันนี้ " 
 
ในใจตอนนั้น คิดเพียงว่า..
 
กรูรรส์ต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน...!!
 
ก็เริ่มต้นตรงที่สวดมนต์ และประคองไปตามอู่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะ
 
 
 
เปลี่ยนยางใหม่ 4 เส้น
 
เปลี่ยนท่อ บึ้น บึ้น ออกไป
 
เอาเครื่องเสียงชุดใหญ่หลังรถออก
 
เปลี่ยนเครื่องเสียงตัวใหม่ใส่แทน
 
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
 
เอาเสียงแตร กลับคืนมา
 
เอาสปอยเลอร์ยานอวกาศออกไป
 
เพียงไม่กี่บรรทัดด้านบน ก็ทำให้ เด็กเกรียน ๆ อย่างกล้วยเจ๋ง
 
ก็กลายเป็น หนุ่มใหญ่ สุขุม และ พร้อมเป็นคู่ชีวิตกับ สาวใหญ่นามว่าติ๊งโหน่ง!!
 
......................
 
 
แล้วเจ้าชายกล้วยเจ๋ง กับ เจ้าหญิญ!! ก็ครองคู่กันไปตราบนิรันดร์
 
งานนี้รับประกันได้ว่า...ยังไม่มีแฟนคลับ ท่านใด มาขับ ให้จ้า!!
 
 

 

จดหมายที่ไม่ได้ส่ง

posted on 04 Aug 2012 11:34 by tathinknhong in Drama
 
ถึง..คุณวันดี ที่รักยิ่ง
 
เดือนนี้เค้าลือกันว่า คนทุกคนจะแสดงออกว่า
 
"รักแม่มากกว่าทุกวัน แต่หนูเสียดายที่แม่ไม่ได้อยู่แล้ว"
 
หนูเลยแสดงออกไม่ถูก
 
เพราะ มองไปรอบ ๆ ข้าง แม่ไม่อยู่กับหนูนานมากแล้ว...
 
วันนี้หนูมีเวลานั่งเขียนจดหมายขนาดย่อม ๆ มาให้แม่อ่าน....
 
 
 
แม่รู้ไหม โลกใบนี้เปลี่ยนไปมากกว่าตอนที่แม่ยังอยู่เยอะเล้ยยยย!!
 
(เสียงสูง พร้อมกับมืออ้ากว้าง)
 
แม่รู้ไหม เวลาเราคิดถึงใครสักคน เราไม่ต้องเดินไปที่ตู้โทรศัพท์ แล้วหยอดเหรียญ
 
หรือ เสียเวลานั่งเขียนจดหมาย ให้ปวดนิ้วเลยหล่ะ
 
เพราะตอนนี้เรามีเทคโนโลยีขั้นเทพ ที่เรียกได้ว่า แม่กระพริบตา หนูก็จะเสนอหน้าให้เห็นเลยหล่ะ
 
 
ไม่อยากจะโม้ให้แม่อิจฉา
 
ถ้าแม่ยังอยู่ แม่คงจะสบายใจในการปลุกหนูขึ้นจากเตียงแบบที่เค้าเรียกว่า ส่ง Watch App.
 
แต่ถ้าแม่อยากทราบความเคลื่อนไหวของหนู แม่ก็ไม่ต้องโทรตามหนูให้ยุ่งยาก
 
เพราะแม่แค่สมัคร เฟส กับ อินสตาแกรม จบ!!
 
แม่จะรู้ทันทีว่าหนูกินอะไร หรือ  คุยกับใคร คบกับใครเป็นแฟน
 
ที่สำคัญแม่อย่าสมัครผิดนะ ถ้าไปสมัคร ไฮไฟว์ (Hi5) มันเอ้าท์ไปนานแล้ว!!
 
..................
 
 
เรื่องการเดินทางหน่ะเหรอแม่ ยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงเข้าไปใหญ่
 
เอาเป็นว่าถ้าแม่จะเดินทางเท้า จะยากหน่อย เพราะ รถเกลื่อนเมืองไปหมด
 
ตอนนี้อาม่าข้างบ้านหนู ยังมีรถเลยนะ เห็นแกบ่นว่า อยากได้รถคันแรก!!
 
 
........................
 
แม่รู้ไหมเมื่อปีที่แล้วน้ำท่วมใหญ่ เหมือน ๆ กับปี 2528
 
ต่างกันแค่ตอนนั้นหนูสนุกกับการเล่นน้ำ เพราะน้ำมันสะอาด
 
แต่ปีที่แล้ว เพราะ เจ้ปูแกบอกว่า "เอาอยู่" ขยะเลยเต็มเมืองเล้ยยย!!
 
แม่คงไม่รู้จักเจ้ปูหรอกม๊างงงง
 
เจ้ปู ฉายา "เอาอยู่" ช่วยกู้หน้าสตรีอย่างเรา ด้วยการออกมาบริหารประเทศ
 
แต่หนูว่า แกน่าจะมีชาติกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น
 
เพราะข้อสันนิษฐานว่า แกน่าจะเป็นหุ่นยนต์ ทำงานตามโปรแกรมที่พี่ชายแกตั้งไว้ (ตึ่งโป๊ะ!! ตลกช่ายม๊าย!!)
 
 
 
มาว่าด้วยเรื่องของหนูดีกว่า...
 
หนูเคยสมมติว่า ถ้าแม่ยังอยู่ หนูจะทำอะไรให้แม่บ้าง
 
หนูคงจะมีเวลาให้แม่มากขึ้น
 
หนูคงจะพาแม่ไปกินสุกี้เอ็มเค
 
หนูคงจะพาแม่ไปกินไอติมเซเว่นเซ่น
 
หนูคงจะพาแม่ไปทำบุญ 9 วัด (ที่เค้าทำตามกระแส)
 
หนูคงจะพาแม่ไปดูปลาโลมาที่อ่าวไทย (มันสวยมว๊ากกก)
 
หนูคงจะกราบตักแม่ก่อนนอนทุกคืน
 
หนูคงจะไม่เถียงแม่ว่าหนูโตแล้ว
 
หนูคงจะไม่แอบร้องไห้คนเดียว เพราะคงจะวิ่งไปร้องไห้ฟ้องแม่เมื่อมีคนรังแก
 
หนูคงจะทำอะไรเยอะแยะมากมาย
 
โอ้ยยยยยยย หนูอยากทำเยอะแยะเต็มไปหมด แต่หนูทำไม่ได้!!
 
 
ท้ายนี้ ไม่ว่าแม่จะอยู่ตรงไหน หนูรับรู้ได้ว่าแม่คงจะดีใจ
 
ที่หนูมีความพยายามที่จะเป็นคนดี แม้มันจะยาก
 
 
ก่อนจบจดหมาย...
 
หากใครมาแอบอ่านจดหมายของหนู
 
หนูหวังว่า เขาคงจะได้ทำอย่างที่หนูอยากทำกับแม่ ซึ่งหนูทำไม่ได้แล้ว 
 
ไม่อยากให้ใครเสียดายที่ไม่ได้ทำ เหมือนอย่างที่หนูเป็นอยู่
 
 
จุ๊ ๆ แม่รู้ไหม
 
หนูรักแม่ที่สุดในจักรวาล..
 
 
 
เด็กหญิงน้อยหน่า!!
 
 
 
http://www.youtube.com/watch?v=A4OCkcaarhs
 
เอนทรี่ นี้ขอเกริ่นนำก่อนเล็กน้อยว่า...
 
อาจจะหาความขำขันเหมือนที่เคยคาดหวังได้น้อยเต็มกลืน..
 
ใครเห็นชื่อเรื่องแล้วอยากจะกดปุ่มกากะบาทด้านบนทิ้งก็ไม่ต้องเกรงใจ
 
 
 
เรื่องในเอนทรี่นี้ ใครจะมองว่าเล็ก ก็คือเรื่องเล็ก
 
เพราะผู้เขียนเอง ก็ยังมองว่าเล็กเช่นเดียวกัน
 
หากแต่ความเล็ก ๆ นี้ วันนึงที่เราพบเจอบ่อย ๆ
 
มันดันกลายเรื่องสำแดงให้เห็นว่า...
 
ความเล็ก ๆ นี้ เรียกว่า
 
"ความช้ำ" ก็เป็นไปได้ไม่ยาก...
 
 
.....................
 
 
 
เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสักประมาณหนึ่งปีที่แล้ว...
 
ที่ผู้หญิงที่เคยรู้สึกว่า..
 
การเดินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว และ ทานข้าวคนเดียว
 
เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว
 
จวบจนวันนึง มีน้องชายคนนึง ที่เขาก็มีวงจรชีวิตธรรมดาแรียบ ๆ ของเขาตามปกติ
 
 
ผู้ชายที่เราเห็นว่า เดินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว และ ทานข้าวคนเดียว
 
เช่นกัน....
 
 
 
แล้ววันนึง สิ่งที่ผิดปกติก็เกิดขึ้น เมื่อสายตาคู่นึง มองมายัง สายตาอีกคู่นึง..
 
แต่คนอีกคนนึงที่มีปริมาณความเหงา สูงกว่าปกติในคืนนึง
 
 
การพูดคุยในค่ำคืนนั้น ผกผันให้เช้ารุ่งขึ้นของอีกวันนึง
 
ผู้หญิงคนนึงมีคำถาม..ว่าเกิดอะไรขึ้น...
 
ความพิเศษเหล่านี้เชื้อเชิญใครสักคน
 
เข้ามานั่งให้เราอึดอัด "ใจ" ได้ด้วยหรือ??
 
 
จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จากเดือนเป็นหลาย ๆ เดือน ๆ
 
ผู้หญิงคนนึง หันกลับมาจับปากกา และระบายความจริงลงในสมุดไดอารี่
 
ในสมุดเล่มสองเล่มนั้น มีเนื้อหาความรู้สึกที่แอบแฝงอยู่ข้างใน
 
 
จนวันนึง การบรรยายด้วยปากกา กลับถูกผลักดันให้กลายเป็นความกล้าหาญ
 
เพราะความทุกข์ที่เกิดจากชีวิตที่เต็มไปด้วยคำถามว่า...
 
ใครคนนั้นคิดอย่างไรกับคน ๆ นี้
 
ก่อให้เกิดประโยคสนทนาสำคัญ...
 
 
การระบายความรู้สึกในครั้งนั้น ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
 
ใครสักคนไม่ได้เก็บงำสิ่งใด ๆ ไว้คนเดียวอีกแล้ว...
 
ความรู้สึกดี ๆ ก่อเกิดเป็นการกระทำ ที่อยู่บนพื้นฐานคำจำกัดความที่ว่า
 
"อย่าไปวุ่นวาย..
 
 อยู่ในขอบเขต...
 
 และถ้าใครคนนั้นอึดอัด
 
 จะขอหยุดการกระทำนี้ลงทันที"
 
 
 
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 1 ปีเต็ม ๆ
 
...........
 
ความหมายที่ใครกล่าวไว้ว่า...
 
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น...
 
แต่วันนี้ได้เรียนรู้แล้วว่า
 
ความที่เราแตกต่างกันจนใครสักคนไม่เคยพยายามที่จะหันมามอง
 
ส่วนใครอีกคนนึง ใช้ความพยายามนั้น มุ่งมั่น
 
กระทำสิ่งที่ไม่เคยเห็นผลเลยแม้เพียงครั้งเดียว
 
เพราะคิดเสมอว่า แม้ไม่ได้เห็นผลในทางที่ต้องการ
 
แต่ก็อยู่บนพื้นฐานแห่งความสุขที่ไม่เคยรบกวนใคร
 
 
 
แต่แล้ว เมื่อไม่นานนี้
 
เขาคนนั้นเอ่ยปาก คำสำคัญบางคำขึ้นมา..
 
ทำให้เข็มนาฬิกา กับ เสียงโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่นั่งมองตลอดสองวัน
 
 
เธอรู้ไหม...
 
ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่เราไม่ได้เจอกัน...
 
หากความเจ็บปวดกลับอยู่ที่คำสองคำ ที่เธอพูดว่า
 
"ล้อเล่น"
 

 
สายตาของผู้หญิงที่มั่นใจเสมอว่าเข้มแข็ง
 
ได้เห็นตัวเองยืนแบกความแพ้พ่ายไว้เต็มบ่า...
 
 
 
อาจจะเป็นเรื่องจริงที่มนุษย์บนโลกนี้ไม่มีใครรู้ว่า แท้จริงแล้ว...
 
 
 
ความพยายาม แพ้ ความไม่รัก มีอยู่จริง!!
 
 
และเรื่องนี้จึงจบด้วยความเศร้าบนโลกแห่งความจริง
 

หรรษางานหน้าฟร้อนท์

posted on 24 Feb 2012 09:51 by tathinknhong
 
 
 
สวัสดีค่ะ..
 
วันนี้มาอธิบายความว่า...
 
ชีวิตช่วงนี้เปลี่ยนไป..
 
ขยันขึ้น แต่...ง่วงมากขึ้น
 
(เอิ่มมม อีนี่สับสนตลอด)
 
เพราะคุณนายต้องแหกขี้หูขี้ตาตื่น ตั้งแต่ตีห้า
 
แล้วโบกหน้าหนา ๆ มายืนหน้าฟร้อนท์ตั้งแต่เจ็ดโมง
 
 
 
จากนั้นให้จำลองเหตุการณ์ว่า
 
เรามีสามีสัก 100 - 200 คน
 
ยืนตะโกนว่า
 
สวัสดีค้า!!! คุณจะไปทำงานแล้วเหรอค๊ะ
 
ค่ำลง ก็จะตะโกนดังกว่าเดิมว่า..
 
"สวัสดีค่ะ!!! คุณกลับมาแล้วเหรอค๊ะ"
 
 

 
แรก ๆ สามี(ในจินตนาการ) จะ งง ๆ เล็กน้อย
 
 
อีนี่เมริงส์เป็นใคร!!
 
แต่หลัง ๆ สามีเริ่มเห็นเมียคนนี้ เป็น Mascot ประจำโรงแรมไปแล้ว
 
 
บางคนต้องฝืนยิ้ม เพราะอีนี่ จะ "จิก!!เรียกลูกค้าไม่เลิก"  ถ้าใครคนนั้นไม่หันมายิ้มสักที
 
 
แบบชนิดที่ว่า
 
 
คุณค๊ะ คุณ คุ๊ณณณณณณ คุณนั่นแหล่ะ สวัสดีค่ะ ...
 
 
 
ลูกค้าจะระอายใจ แล้วหันมายิ้มให้เอง
 
 
ต้องเข้าใจนะฮาฟฟฟฟ หลอกให้คนสวยตื่นแต่เช้ามาขนาดนี้
 
 
อย่าได้คิดว่าจะปล่อยหลุดวงโคจรไปได้ง่าย ๆ
 
...............
 
 
 
 
การทำงานอยู่ตรงนี้
 
แน่นอนค่ะ เราจะได้พบกับ..
 
ภาพจำลองของการใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น
 
ตอนเช้า ทุกคนพร้อมใจกันเดิน พรวดพราด ไปยังพาหนะ ส่วนตัว
 
ตกเย็นมา ทุกคนพร้อมใจกันเหนื่อยหมดแรง บางส่วนก็เมาปลิ้นสิ้นสภาพกันเลย
 
 
 
การเดินเข้ามารับคำทักทายนั้น จะเป็นลักษณะแบบอ่อนระโหยโรยแรง
 
 
 
 
 
 
 
และแล้ว..วันนึง นังโหน่งเกิดบรรเจิดไอเดีย กระฉูดปู๊ด ป๊าด ว่า
 
 
ถ้าอีฉัน สามารถทำเรื่องเสนอท่านผู้บริหารได้
 
จะขออนุญาตจัดเตรียมสิ่งหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนจิตใจคนพวกนี้ให้จงได้
 
 
และสิ่งนั้นก็คือ
 
 
 
 
"คณะกลองยาว"
 
 
เพื่อการรำต้อนรับ และ ขับส่งสามีทุกท่าน
 
 
แหม!! ยิ่งคิดยิ่งฮึกเหิมใจ
 
 
คอยดูนะ แม่จะป้อรำช้อนตั้งแต่เปิดประตูรถ ลากมายังหน้าฟรอนท์
 
 
และรำส่งไปยัง เบลบอย เพื่อรำติ๊ดฉึ้ง!! ต่อไปยังห้องพัก
 
 
อู้หู!! แค่คิด นิ้วทั้งห้า ก็สั่นสะท้าน...ขาเริ่มขยับ!!
 
 
แอบคิดต่อไปว่า
 
 
ถ้าเรื่องนี้ลือกระฉ่อนไป
 
สะเก็ดข่าวจะมารุมถ่ายทำ เก็บตก จะรีบมาสร้างสีสัน
 
วงการโรงแรมไทย จะผนวก เข้ากันกับมาตรฐานรำวง อย่างดียิ่ง
 
 
พี่ยุ่นทั้งเกาะ ก่อนมาเมืองไทย
 
ต้องเข้าหลักสูตร "ตั้งวง" ให้สวยงามตามนางรำ
 
 
 
เฮ้ยยยยยยยยยย ตื่น !!
 
อ้าว..ไม่ดีเหรอ...
 
 
หรือ ให้ออกแนวร่วมสมัยหน่อย
 
แขกท่านใดอายุมากแล้ว เราเข้าไปโค้ง ขอจังหวะ สามช่า เพื่อความคึก และครื้นเครง..เน๊อะ!!
 
จะแทงโก้ก็ได้นะฮาฟ เน้นตอนที่คุณลูกค้ากำลังจะรูดบัตร
 
จะบังคับให้ลูกค้าสะบัดคอเล็กน้อย แล้ว ช้อนบัตรเครดิตออกมา
 
พนักงานต้อนรับจักต้อง สะบัดหน้ารับอย่างต่อเนื่อง
 
และสุดท้าย พนักงานต้อนรับจะไหว้ท่วมหัว
 
เหมือนเป็นการระลึกบุญคุณลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
 
ประหนึ่งว่า บุญคุณชาตินี้จะไม่ขอลืมเลือน...
 
อร๊ายยยยย เขิลหว่ะ..คิดได้ไงเนี่ยะ
 
 
สุดท้าย ขอลงปัจฉิมลิขิตไว้ว่า
 
 
อย่าให้เรื่องนี้รู้ถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะค๊ะ
 
เดี๊ยนเกรงว่า พอเรา รำป้อ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
 
พี่แกจะให้เราส่งซองสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พร้อมเจลอะไรสักอย่าง แจกลูกค้า
 
พร้อมอวยพรกับลูกค้าว่า...
 
(เผื่อจะ)เอาอยู่ !!! จุ๊กกรู๊รร!!
 
 
 
 
 

นางสาวความสุข

posted on 06 Feb 2012 13:22 by tathinknhong
 
พี่น้องที่เคารพรักยิ่ง
 
นางสาวติ๊งโหน่งหายจากวงการนี้ไปพักใหญ่
 
ด้วยความที่เปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ใหม่
 
จึงไม่ได้ว่างมานั่งระบายได้ยาวนานเหมือนที่เคย..
 
แต่มาวันนี้ มีเวลาพอสมควร เลยจะมาอัพเดทข่าวคราวให้ฟังว่า...
 
 
 
ตอนนี้ ติ๊งโหน่ง ย้ายตำแหน่งจาก Training Manager มาเป็น..
 
ตำแหน่งอะไรสักอย่างที่รับเรื่องราวร้องเรียนจากลูกค้า และ ช่วยแก้ปัญหาให้จบ
 
ซึ่งวันนี้ เจ้านายยังหาชื่อตำแหน่งสวย ๆ ให้ยังไม่ได้
 
รู้แต่ว่า ติ๊งโหน่ง รับหน้าที่นี้มา 1 สัปดาห์แล้วค่ะ
 
........
 
การทำงานที่ตรงนี้ มีความสุขดีค่ะ
 
เพราะความที่เป็นคนหลั่นล้า!! กว่าคนปกติ
 
กระนั้นแล้ว ติ๊งโหน่ง กลับเจอกระดูกก้อนโตจากเพื่อนร่วมงานท่านนึง
 
ที่ติ๊งโหน่งพยายามจะพูดดีด้วยเท่าไร
 
นางก็จะมีสีหน้าไร้ความหมายอย่างสม่ำเสมอ..
 
..............
 
เรื่องมันมาเสียน้ำตาตรงที่วันนึง...
 
ติ๊งโหน่งมีนัดให้ไปช่วยเคลียร์ห้องแขก
 
แต่ติ๊งโหน่งไม่ได้ไปตามนัดกับทีมงาน...
 
ทำให้ทีมงานรอเกือบครึ่งชั่วโมง
 
ตกตอนเย็น เพื่อนรุ่นน้อง มาสะกิดเตือนว่า..ทำไมไม่ไปตามนัด..
 
เอิ่มมม ยอมรับค่ะว่า วันนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญแก่นัดนี้ เพราะติดงานอื่นอยู่
 
แต่ที่สงสัยคือ..แล้วไฉน น้องนางไม่โทรไปเตือน..
 
น้องตอบให้ได้สะอึกว่า..แกไม่อยากมีปัญหากับหัวหน้า (ซึ่งก็คือบุคคลนั้นแหล่ะ)
 
ตอนนั้น ความรู้สึกมันจุกคอหอย..
 
เพราะโดยปกตินิสัยของติ๊งโหน่งคือ
 
ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับติ๊งโหน่ง ติ๊งโหน่งก็คงจะรีบกุลีกุจอโทรตาม
 
แต่พี่แกปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพียงเพื่อ รอตำหนิการทำงานที่ผิดพลาดของติ๊งโหน่ง..
 
ติ๊งโหน่งแบกเรื่องนี้ไว้หลายวัน..
 
จนวันนึง ได้เห็นธรรมชาติของคน ๆ นี้
 
แล้วเอามาเปรียบเทียบกับตัวเอง..
 
จริง ๆ แล้ว เรากับเค้า ไม่มีใครผิด
 
เพียงแค่ เรามีพื้นฐานที่มาแตกต่างกัน..
 
การทำอะไรเพื่อเอาชนะใจคนที่แคบเหลือเกิน คงไม่มีทางเอาชนะ
 
สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ดำเนินชีวิตที่มีความสุขของเราต่อไป
 
เขาอาจจะยังหาความสุขของตัวเองไม่พบ
 
จึงพยายามหาความทุกข์ของคนอื่นมาบดบังสิ่งที่ตัวตนยังค้นหาไม่เจอ..
 
คิดได้ดังนั้นแล้ว...
 
ติ๊งโหน่งคนเดิมก็กลับมา..
 
ชิชิ๊!! ที่เป็นแบบนี้ เพราะไม่อยากให้คุณวันดีกับคุณฮวยแกเสียใจ
 
เพราะสองท่านนี้ไม่เคยสอนให้เราแคร์คนใจแคบ!!
 
"ขออภัย..ที่พื้นฐานของเราต่างกัน และ ฉันรักที่เกิดมาเพื่อมีความสุข"
 
 
ลงชื่อ..นางสาวความสุข
 
 
 
 
 
 

เสียงครวญจาก..ซานบ้า!!

posted on 28 Dec 2011 21:55 by tathinknhong
 
 
 
โฮะ โฮะ โฮะ !!
 
 
สวัสดีฮาฟลุงซานต้า!!
 
 
อีกไม่กี่อึดใจ เทศกาลแห่งการให้ก็จะวิ่งผ่านพวกเราไปแล้วซินะ
 
 
ที่มาในครั้งนี้
 
 
แค่จะเล่าควันหลงเทศกาลแจกของขวัญให้คุณลุงฟังบ้าง
 
 
ก่อนอื่น ในฐานะผู้ให้เหมือน ๆ กันกับคุณลุง 
 
อยากถามว่า คุณลุงซานต้าเหนื่อยไหม ยากไหม และ เอิ่มมมม
 
 
"หลงทางไหม?"...
 
 
 
 
โฮะ โฮะ คำถามเชิงรุกที่เกิดขึ้นกับคุณลุงไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ
 
อยากแชร์ความรู้สึกให้ลุงทราบบ้างก็แค่นั้นค่ะ
 
 
เมื่อช่วงก่อนปีใหม่ จนถึงหลังปีใหม่ที่ผ่านมา
 
 
มีซานต้าคนนึง ให้นามสมมติว่า ซานบ้าโหน่ง สุดสวย !!
 
 
ซานบ้าโหน่ง..ผู้ได้ภาระ ในการแจกของขวัญปีใหม่
 
 
ซานบ้าโหน่ง ไม่มีกวางเรนเดียร์ เหมือนลุงซานต้า 
 
 
ซานบ้าโหน่ง ได้นำพากองของขวัญมหึมา อันประกอบไปด้วย
 
 
คุ๊กกี้ 15 กล่อง ตะกร้าขนมอีก 3 ตะกร้า และเค้กที่สุดแสนละลายง่าย
 
 
ปุเลงใส่รถอันแสนกระทัดรัด...!!
 
 
บึ่งทะยานไปยังทั่วหล้าแดนไกล....ลิบ!!
 
 
 
ตามปกติแล้วลุงซานต้าคงจะทำงานง่าย ๆ ใช่ไหมค๊ะ
 
เหินจากบนฟ้า แล้วสังเกตปล่องไฟ แล้วลองชโงก ว่ามีถุงเท้าหรือเปล่า
 
 
แต่ลุงซานต้าฮ๊ะ!!ที่เมืองไทยไม่มีค่ะ
 
ถ้าลุงซานต้าเห็นปล่องไฟ
 
ขอให้ลงซานต้า เจียมตัว หรือ สำรวมตัวเล็กน้อย
 
แถวเมืองไทยเรียก วัดค่ะ !!
 
 
 
ซานบ้าโหน่ง จะใช้วิธีสังเกตหาปล่องไฟไม่ได้เด็ดขาด!!
 
ในมือซานบ้าโหน่งมีแต่แผนที่ กับโทรศัพท์ เอาไว้โทรถามทางลูกค้าค่ะ
 
แต่มัน (หมายถึงลูกค้า) ก็ไม่ได้ช่วยห่าน อะไรเลยก๊าบ!!
 
รังแต่จะทำให้หลงไกลมากขึ้น เช่น...
 

 
ฮัลโหล..น้องปุ๊กค๊ะ บริษัทน้องปุ๊กเข้าทางบางปะกง กับ อีเทค
 
ทางไหนดีกว่ากันค๊ะ
 
 
ดังนรกชังหรือสวรรคแกล้งให้ สัญญาณ 3G ประเทศนี้ดีเกินไปค่ะ
 
น้องปุ๊กเข้าใจไปโดยภาระการว่า ซานบ้าโหน่ง ต้องการจะเข้าทางอีเทค...
 
 
ภาพตัดมา..
 
กรูรรส์ อยู่ที่ไหน..
 
 
อ๋อ บ้านบึง!!
 
 
โทรไปถามน้องปุ๊กอีกที เอิ่มมมม พี่อยู่บ้านบึงไปไหนต่อดีค๊ะ...
 
น้องปุ๊กถามเสียงหลงว่า...ไปทำไรบ้านมึงค่ะ...
 
 
 
บึงค่ะ บึง ไม่ใช่มึง...
 
 
 
 
ยังไม่สาแก่ใจค่ะ
 
ลูกค้าบางราย ปากบอกว่า ให้ซานบ้าโหน่งเลี้ยวซ้ายนะค๊ะ
 
โอเคค่ะ..เลี้ยวซ้ายค่ะ
 
แว๊กกกกก!! แล้วมันโผล่มาทางแยกได้ยังไงหล่ะค๊ะ...
 
เหวอ!! แล้วทำไมพี่โหน่งไม่เลี้ยวขวาหล่ะค๊ะ
 
บ้านมึง!! (อันนี้ไม่หลง แต่ขอด่า!!)
 
ก็กรูรส์เนี่ยะได้ยินว่าเลี้ยวซ้าย ก็ซ้ายเลยหล่ะค่ะ
 
(อีลูกค้าเนียน ๆ ) อ๋องั้นพี่ยูเทรินเลยค่ะ
 
(อ๊ะอีนี่ไม่รับผิดชอบ "ไมล์สะสม" กรูรส์เลย)
 
 
 
ยังไม่รวมที่หลงเข้าประตูผิด แล้วโทรไปโวยวายกับลูกค้า...
 
จนลูกค้าทำเสียงเรียบ ๆ กลบว่า...
 
อีปลวก!! นั่นมันประตูหลัง...ไปวนรถมาหน้าโรงงานเดี๋ยวนี้
 
 
 
สุดท้ายค่ะ ...
 
 
ในนิคมอุตสาหกรรม ที่แสนจะเจริญยิ่ง
 
มักจะมี ลูกเด้ง / หลังเต่า/ บั้มเปอร์/ ลูกกระดอน
 
หรือเชรี่ยะอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้เราเบรคจนตัวโกร่ง
 
แล้วของทุกอย่างในรถจะไหลลงมากองอยู่ที่ปลายเท้า
 
สิ้นเสียงกรี๊ดดดดด ของคนขับ ก็จะมีเสียงตามมาว่า...
 
"เชรี่ยะ!! เค้กกรูรรรส์!!"
 
 
ภาพตัดมา..
 
มีผู้หญิงคนนึงก้มเก็บกองขนม คุ๊กกี้ และ เค้ก
 
พร้อมรำพึงกับตัวเองว่า...

 
ว้า!! "ของกิน" หล่นพื้น ลูกค้าคงไม่ว่ากันน๊า!!!
 
 
สวัสดี!!